ปรึกษาทนายจิม
085-939-3392

Line ID: @tanaijim

บทความ

อ่านต่อ
ทนายความรับรองเอกสาร

ให้บริการทนายรับรองเอกสาร

ทนายความที่สามารถรับรองเอกสารและลายมือชื่อ ต้องเป็นทนายความที่ผ่านการอบรมหลักสูตร "ทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร" และขึ้นทะเบียนจากสภาทนายความ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Notarial Services Attorney เท่านั้น 

หน้าที่ของทนายความรับรองเอกสารและลายมือชื่อ มีขอบเขตงานดังนี้:

  • รับรองลายมือชื่อ (Signature Verification): ยืนยันว่าบุคคลนั้นได้มาลงลายมือชื่อต่อหน้าทนายความจริง โดยมีการตรวจสอบบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตประกอบ

  • รับรองสำเนาเอกสาร (Certified True Copy): รับรองว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องตรงกับต้นฉบับจริง

  • รับรองความแท้จริงของเอกสาร (Certified True Copy): เช่น รับรองการทำหนังสือมอบอำนาจ (รับรองว่ามีการมอบอำนาจกันจริง หรือทำขึ้นจริง หรือเป็นบุคคลที่มอบอำนาจจริง)

  • รับรองคำแปล (Translation Certification): รับรองว่าข้อความที่แปลจากภาษาหนึ่งไปอีกภาษาหนึ่งมีความถูกต้องตามเนื้อหาเดิม

ทำไมต้องใช้ทนายความรับรอง?

ส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้เมื่อคุณต้องส่งเอกสารไปทำธุรกรรมใน ต่างประเทศ เช่น:

  1. การขอวีซ่าหรือเรียนต่อต่างประเทศ

  2. การเปิดบัญชีธนาคารในต่างแดน

  3. รับรองความมีอยู่จริงของบริษัท
  4. การมอบอำนาจ (Power of Attorney) ให้ผู้อื่นไปดำเนินการแทนในต่างประเทศ

ข้อควรระวัง !!!  ไม่ใช่ทนายความทุกคนที่มีอำนาจในการรับรองเอกสาร และลายมือชื่อ แนะนำให้ตรวจสอบหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร ก่อนให้รับรองเอกสารทุกครั้ง

สามารถสอบถามรายละเอียดหรือค่าบริการเพิ่มเติมได้ที่ ไลน์ @tanaijim ครับ

อ่านต่อ
พินัยกรรมมีกี่แบบ??

⚖️ แบบของพินัยกรรม ⚖️

"พินัยกรรม"ต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ (มาตรา 1655 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)

มี 5 แบบ ดังนี้

1. พินัยกรรมแบบธรรมดา (มาตรา 1656)

เป็นแบบพินัยกรรมที่คนส่วนใหญ่เลือกทำ เนื่องจากสามารถจัดพิมพ์ได้ จึงสะดวกในการจัดทำ

• วิธีทำ: จะเขียนหรือพิมพ์ก็ได้

• เงื่อนไขสำคัญ: ต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คน ลงลายมือชื่อพร้อมกันเพื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรม

• ข้อควรระวัง: พยานที่เซ็นรับรองต้องไม่เป็นผู้รับมรดก หรือคู่สมรสของผู้รับมรดกตามพินัยกรรมนั้น

พินัยกรรมแบบนี้สามารถว่าจ้างทนายร่างให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ทำพินัยกรรมก่อน แล้วจึงนำไปลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรม และพยานได้เอง หรือลูกความท่านใดประสงค์จะทำพินัยกรรมต่อหน้าทนายและเป็นพยานลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมด้วยก็ได้

2. พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ (มาตรา 1657)

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและประหยัดค่าใช้จ่าย

• วิธีทำ: ต้องเขียนด้วย "ลายมือตนเอง" ทั้งฉบับ

• เงื่อนไขสำคัญ: ต้องลงวัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรม และลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมด้วย

• ข้อดี: ไม่ต้องมีพยาน ก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

• ข้อควรระวัง: หากแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความ ผู้ทำพินัยกรรมต้องทำด้วยตัวเองและลงลายมือชื่อกำกับไว้

3. พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง (มาตรา 1658)

เป็นแบบที่มีความน่าเชื่อถือสูงที่สุดและคัดค้านได้ยากที่สุด เพราะต้องกระทำต่อหน้าเจ้าหน้าที่รัฐ

• วิธีทำ: ต้องไปแจ้งความประสงค์ที่ ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขต พร้อมนำพยานไปด้วย

• เงื่อนไขสำคัญ: เจ้าหน้าที่ (ผู้อำนวยการเขต/นายอำเภอ) จะเป็นผู้บันทึกข้อความให้ตามคำกล่าวของผู้ทำพินัยกรรม ต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คน

• ข้อดี: เอกสารจะถูกเก็บรักษาไว้ที่เขต/อำเภอ ป้องกันการสูญหายหรือถูกทำลาย

• ข้อควรระวัง: หากแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความ ผู้ทำพินัยกรรม พยาน และเจ้าหน้าที่ต้องลงลายมือชื่อกำกับไว้

4. พินัยกรรมแบบเอกสารลับ (มาตรา 1660)

สำหรับผู้ที่ต้องการปิดเนื้อหาเป็นความลับไปจนกว่าจะเสียชีวิต

• วิธีทำ: ผู้ทำพินัยกรรมเขียนหรือพิมพ์เองแล้วใส่ซองปิดผนึก แล้วลงลายมือชื่อคาบรอยผนึก

• เงื่อนไขสำคัญ: นำซองที่ปิดผนึกไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ณ ที่ว่าการอำเภอ/สำนักงานเขต พร้อมพยาน 2 คน เพื่อให้เจ้าหน้าที่บันทึกถ้อยคำและประทับตราที่หน้าซอง

• ข้อควรระวัง: หากแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความ ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อกำกับไว้ แต่หากปิดผนึกแล้ว ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ต้องทำพินัยกรรมฉบับใหม่แทนฉบับเดิม

5. พินัยกรรมแบบทำด้วยวาจา (มาตรา 1663)

ใช้ได้เฉพาะใน พฤติการณ์พิเศษ หรือสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น

• เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย, อยู่ในภาวะสงคราม หรือเกิดโรคระบาดร้ายแรง จนไม่สามารถทำแบบอื่นได้

• เงื่อนไขสำคัญ: ต้องบอกเจตนาต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คนพร้อมกัน และพยานต้องรีบไปแจ้งต่อนายอำเภอ/ผู้อำนวยการเขตโดยเร็ว

อ่านต่อ
เจ้ามรดกมีทายาทเพียงคนเดียว แต่ทายาทเป็นคนไร้ความสามารถ จะจัดการมรดกอย่างไร ?

กรณีที่เจ้ามรดก หรือผู้ตาย มีทายาทเพียงคนเดียว แต่ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกนั้นเป็นคนไร้ความสามารถ กรณีเช่นนี้ใครจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ?

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 กำหนดไว้ว่า ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการ จะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้ ในกรณีดั่งต่อไปนี้

(1) เมื่อเจ้ามรดกตาย ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรม ได้สูญหายไป หรืออยู่นอกราชอาณาเขต หรือเป็นผู้เยาว์

(2) เมื่อผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการ หรือในการแบ่งปันมรดก

(3) เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ไม่มีผลบังคับได้ด้วยประการใดๆ

ซึ่งทายาทนัั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ได้กำหนดไว้ดังนี้

มาตรา 1629  ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๑๖๓๐ วรรค ๒ แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ
(1) ผู้สืบสันดาน
(2) บิดามารดา
(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
(5) ปู่ ย่า ตา ยาย
(6) ลุง ป้า น้า อา

 

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635

หากผู้ตายมีทายาทเหลือเพียงคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นทายาทลำดับใดก็ตาม และทายาทคนนั้นเป็นคนไร้ความสามารถตามคำสั่งศาล

ผู้อนุบาลของทายาท ซึ่งเป็นคนไร้ความสามารถคนนั้น เป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้ ในฐานะที่เป็นผู้อนุบาลของทายาท ซึ่งเป็นคนไร้ความสามารถ มิใช่ยื่นคำร้องในนามของตนเอง

ทนายขอยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนขึ้น ดังนี้

นาย ก. เป็นเจ้ามรดก มีทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดกเพียงคนเดียว คือ นาย ข. ซึ่งนาย ข. เป็นบุตรของนาย ก. เพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่
แต่นาย ข. มีอาการป่วย ไม่มีสติสัมปะชัญญะในการทำนิติกรรมหรือใช้ชีวิตประจำวัน นาง ค. ภริยาจดทะเบียนสมรสของ นาย ข. จึงยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ นาย ข. เป็นคนไร้ความสามารถและอยู่ในความอนุบาลของ นาง ค. 
นาง ค. จึงยื่นคำร้องต่อศาลในฐานะที่ นาง ค. เป็นผู้อนุบาล นาย ข. ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ นาง ค. ในฐานะผู้อนุบาลของ นาย ข. ทายาท เป็นผู้จัดการมรดกของนาย ก. 

และทนายขอยกตัวอย่างตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1403/2538

นาย พ. คนไร้ความสามารถ โดย นาง ว. ผู้อนุบาล    เป็นผู้ร้อง

การที่ศาลมีคำสั่งตั้ง ย. และผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลของ พ.คนไร้ความสามารถนั้นเมื่อต่อมา ย. ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายย่อมเป็นเหตุทำให้การเป็นผู้อนุบาลสิ้นสุดลง ย.ไม่เป็นผู้อนุบาลอีกต่อไปผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอในฐานะผู้อนุบาลของ พ. ได้โดยลำพังคนเดียว ผู้จัดการมรดกถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายย่อมขาดคุณสมบัติการเป็นผู้จัดการมรดกทำให้กองมรดกของผู้ตายไม่มีผู้จัดการ เมื่อการจัดการแบ่งมรดกยังมีข้อขัดข้อง ผู้ร้องในฐานะผู้อนุบาลของพ. คนไร้ความสามารถซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายจึงมีสิทธิขอให้ตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้

(อ้างอิงจาก https://deka.supremecourt.or.th/printing/deka)

ดังนั้น  กรณีที่เจ้ามรดกหรือผู้ตาย มีทายาทเพียงคนเดียว แต่ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกนั้นเป็นคนไร้ความสามารถ กรณีเช่นนี้ ผู้อนุบาลของทายาทซึ่งเป็นคนไร้ความสามารถ มีสิทธิยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้

 

สอบถามเพิ่มเติมได้โดย แอดไลน์ @tanaijim ได้เลยครับ หรือสแกนคิวอาร์โค้ดไลน์ทนายในเว็บไซต์หรือรูปภาพได้เลยครับ

อ่านต่อ
การฟ้องเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ของนิติบุคคลอาคารชุด

ช่วงนี้มีลูกความสอบถามเข้ามาเกี่ยวกับการฟ้องเพิกถอนมติที่ประชุมนิติบุคคลอาคารชุดกันหลายเคส

โดยปกติต้องฟ้องเพิกถอนมติที่ประชุม ภายใน 1 เดือนนับตั้งแต่วันที่ลงมติ
แต่จะมีกรณียกเว้น เช่น การประชุมและการลงคะแนนตามมติที่ประชุมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย รายงานการประชุมใหญ่เป็นเท็จ ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4469/2566

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้เข้าร่วมประชุมนิติบุคคลอาคารชุด ส. จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2559 และวันที่ 14 พฤษภาคม 2559 โดยเจ้าของร่วมจำนวนมากที่มอบฉันทะให้ผู้อื่นเข้าร่วมประชุมออกเสียงลงคะแนนแทนโดยใบมอบฉันทะมิได้ปิดอากรแสตมป์ ผู้รับมอบฉันทะจึงไม่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมและออกเสียงแทนได้ นอกจากนี้ลายมือชื่อเจ้าของร่วมที่เข้าร่วมประชุมทั้งสองครั้งตามบัญชีรายชื่อนั้นไม่ปรากฏรายละเอียดว่าเกี่ยวข้องกับการประชุมอย่างไรจึงไม่สามารถใช้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินได้ การประชุมและการลงคะแนนตามมติที่ประชุมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย รายงานการประชุมใหญ่เป็นเท็จ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการประชุมใหญ่ทั้งสองครั้ง และให้เพิกถอนรายงานการประชุมทั้งสองฉบับ ตามคำร้องดังกล่าวเท่ากับผู้ร้องกล่าวอ้างว่าการประชุมใหญ่สามัญดังกล่าวมีผู้มาประชุมซึ่งมีเสียงลงคะแนนรวมกันน้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนเสียงลงคะแนนทั้งหมดตามพ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 43 แต่พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 ไม่มีบทบัญญัติถึงการดำเนินการเกี่ยวกับการประชุมที่ฝ่าฝืนนั้นแต่อย่างใด จึงต้องวินิจฉัยอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 ซึ่งตามคำร้องของผู้ร้องเป็นการกล่าวอ้างว่า การลงมติของคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดมีเจ้าของร่วมร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม ไม่มีลักษณะเป็นการประชุมกันจริง เช่นนี้ การประชุมดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการประชุมใหญ่สามัญของเจ้าของร่วมซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดในวันที่ 30 เมษายน 2559 และวันที่ 14 พฤษภาคม 2559 แต่ต้องถือว่าการประชุมใหญ่สามัญของนิติบุคคลอาคารชุดมิได้เกิดขึ้นจริงและไม่มีการประชุมกันจริง คงมีเพียงการลงมติซึ่งนำไปใช้อ้างต่อนายทะเบียนเพื่อใช้ในการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงอันเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย การที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนมติดังกล่าวจึงมิใช่การร้องขอให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ที่ผิดระเบียบตาม ป.พ.พ. มาตรา 1195 ที่ต้องขอให้เพิกถอนภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันลงมติ เมื่อวินิจฉัยว่า กรณีไม่ใช่เป็นการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมตามมาตรา 1195 การที่บุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอฝ่ายเดียวเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 และมาตรา 188 (1) จะต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอในกรณีนั้น ๆ ได้ แต่กรณีตามคำร้องของผู้ร้องไม่มีกฎหมายใดสนับสนุนรับรองให้ผู้ร้องกระทำเช่นนั้นได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ หากผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ประการใด ผู้ร้องชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้โดยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องอย่างคดีมีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

อ่านต่อ
ทนายความยื่นคำร้องขอจดชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่สิ้นสภาพนิติบุคคลคืนเข้าสู่ทะเบียน

ทางแก้เมื่อห้างหุ้นส่วน/บริษัท ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียน สิ้นสภาพนิติบุคคล

เมื่อ ห้างหุ้นส่วน/บริษัท ไม่ยื่นงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ติดต่อกันเกิน 3 ปี หรือไม่ได้ทำการค้าขายหรือประกอบการงานแล้ว 
นายทะเบียนจะมีหนังสือสอบถามว่ายังทำการค้าขายหรือประกอบการงานอยู่หรือไม่ หากไม่ได้รับคำตอบ นายทะเบียนจะขีดชื่อ ห้างหุ้นส่วน/บริษัท นั้นออกจากทะเบียน 

มีผลให้ : ห้างหุ้นส่วน/บริษัท นั้น สิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อห้างหุ้นส่วน/บริษัท ออกจากทะเบียน
แต่ !!! ความรับผิดของหุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้เป็นหุ้นส่วน กรรมการ ผู้จัดการ และผู้ถือหุ้น มีอยู่เท่าไร ก็ยังคงมีอยู่อย่างนั้นและบังคับได้เสมือนห้างหุ้นส่วน/บริษัท ยังไม่สิ้นสภาพนิติบุคคล (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/3)

แนวทางแก้ไข : เมื่อห้างหุ้นส่วน/บริษัท ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียน
ห้างหุ้นส่วน ผู้เป็นหุ้นส่วน บริษัท ผู้ถือหุ้น หรือเจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วน/บริษัท สามารถยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลสั่งให้จดชื่อห้างหุ้นส่วน/บริษัท กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนได้ (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/4) โดยพิจารณาเงื่อนไข ดังนี้
1. ผู้ที่มีสิทธิยื่นคำร้อง 
       - ห้างหุ้นส่วน
       - ผู้เป็นหุ้นส่วน
       - บริษัท
       - ผู้ถือหุ้น
       - เจ้าหนี้
2. ผู้ที่มีสิทธิตามข้อ 1. รู้สึกว่าต้องเสียหายโดยไม่เป็นธรรมจากการที่ ห้างหุ้นส่วน/บริษัท ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนนิติบุคคล
3. ต้องแสดงเหตุผลต่อศาลว่า
       - ขณะที่ขีดชื่อ ห้างหุ้นส่วน/บริษัท ออกจากทะเบียน ห้างหุ้นส่วน/บริษัท ยังทำการค้าขายหรือยังประกอบการงานอยู่   หรือ
       - ศาลเห็นเป็นการยุติธรรมในการที่จะให้ห้างหุ้นส่วน/บริษัท กลับคืนสู่ทะเบียน เช่น กรณีที่ห้างหุ้นส่วน/บริษัท ยังมีทรัพย์สินที่ยังไม่ได้จัดการให้เรียบร้อย หรือมีหนี้สินที่ยังค้างชำระแก่เจ้าหนี้อยู่ เป็นต้น

เมื่อศาลมีคำสั่งให้จดชื่อห้างหุ้นส่วน/บริษัท กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนแล้ว
มีผลให้ : ถือเสมือนว่า ห้างหุ้นส่วน/บริษัท นั้นยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกเลย
ทั้งนี้ ศาลอาจสั่งหรือวางข้อกำหนดไว้ ตามที่เห็นเป็นยุติธรรม เพื่อให้ ห้างหุ้นส่วน/บริษัท และบรรดาบุคคลอื่นๆ กลับคืนสู่ฐานะอันใกล้ที่สุดกับฐานะเดิมเสมือนห้างหุ้นส่วน/บริษัท นั้นไม่ได้ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนเลย

คำเตือน !!! แต่ทั้งนี้ ในการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้จดชื่อห้างหุ้นส่วน/บริษัท กลับคืนเข้าสู่ทะเบียน ต้องยื่นภายใน 10 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนขีดชื่อห้างหุ้นส่วน/บริษัท นั้นออกจากทะเบียน