ปรึกษาทนายจิม
085-939-3392

Line ID: @tanaijim

บทความ

อ่านต่อ
ฟ้องคดีขับไล่ ผู้เช่าผิดสัญา

รู้ก่อนฟ้อง: คดีขับไล่มีกี่แบบ ฟ้องศาลไหน

ฟ้องขับไล่ มีหลายกรณีไม่ว่าจะเป็นฟ้องขับไล่ผู้เช่า หรือบุคคลอื่นที่ไม่มีสิทธิอยู่อาศัยในที่ดินหรือบ้าน เช่น

1.     ขับไล่ เพราะผิดสัญญาเช่า ผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่า หรือใช้ทรัพย์ผิดวัตถุประสงค์ หรือทำผิดเงื่อนไขสัญญาข้ออื่น

2.     ขับไล่ เพราะครบกำหนดสัญญาเช่า เมื่อสัญญาเช่ามีกำหนดเวลาสิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ.มาตรา 564 โดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน (แต่ถ้าผู้เช่ายังอยู่ต่อโดยผู้ให้เช่าไม่ทักท้วง จะกลายเป็นเช่าไม่มีกำหนดเวลาตามมาตรา 570 ซึ่งต้องบอกเลิกตามมาตรา 566)

3.     ขับไล่ฐานละเมิด กรณีผู้ครอบครองไม่มีสิทธิใดๆ เลย เช่น บุกรุกที่ดิน หรืออยู่ในทรัพย์หลังถูกบอกเลิกสิทธิแล้วไม่ยอมออก

4.     ขับไล่กรณีสิทธิอาศัย/สิทธิเหนือพื้นดิน/สิทธิเก็บกิน เมื่อสิทธิเหล่านี้สิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. แต่ผู้ทรงสิทธิเดิมไม่ยอมออกจากทรัพย์

5.     ขับไล่กรณีอื่นๆ เช่น ขายฝากที่พ้นกำหนดไถ่ถอน, ขับไล่ผู้เช่าช่วงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ซึ่งถือเป็นบริวารของผู้เช่าเดิม), หรือขับไล่หลังการบังคับคดี/ขายทอดตลาด

ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด คดีฟ้องขับไล่ ถือเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ เพราะเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้จะมีการเรียกค่าเสียหาย/ค่าเช่าค้างมาด้วยก็ตาม ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7207/2560 คดีฟ้องขับไล่ไม่ว่าโจทก์จะเรียกค่าเสียหายเป็นค่าเช่าจำนวนเท่าใด ก็ยังถือว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์

ต้องฟ้องต่อศาลใด ??

คดีขับไล่เป็นคดีเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ฟ้องได้ที่ศาลที่อสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่ หรือศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนา

ข้อสังเกต หากเป็นกรณีฟ้องขับไล่ และเรียกค่าเสียหาย ซึ่งเป็นข้อหาหลักเป็นการขอให้ขับไล่  เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ต้องยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัด แม้จะเรียกค่าเสียหายไม่เกิน 300,000 บาทก็ตาม 

ฟ้องขับไล่จากผิดสัญญาเช่า ต้องพิจารณาข้อหาอย่างไร

ข้อหาหลัก: ผิดสัญญาเช่า + บอกเลิกสัญญาโดยชอบ หัวใจของคดีนี้คือต้องบอกเลิกสัญญาเช่าโดยชอบด้วยกฎหมายก่อน ถึงจะมีอำนาจฟ้องขับไล่ได้ วิธีบอกเลิกแตกต่างกันตามสาเหตุ

(ก) ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า ต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 560 วรรคสอง คือถ้าค่าเช่าเป็นรายเดือนหรือระยะยาวกว่านั้น ผู้ให้เช่าต้องบอกกล่าวให้ชำระค่าเช่าก่อน ไม่น้อยกว่า 15 วัน เมื่อพ้นกำหนดแล้วยังไม่ชำระ จึงจะมีสิทธิบอกเลิกสัญญา หากข้ามขั้นตอนนี้ไปบอกเลิกสัญญาทันที การบอกเลิกจะไม่ชอบ และยังไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 544/2528 ที่วางหลักว่าเมื่อจำเลยค้างค่าเช่ารายเดือน โจทก์ต้องบอกกล่าวให้ชำระก่อนตามมาตรา 560 วรรคสอง การที่โจทก์ข้ามขั้นตอนบอกเลิกสัญญาทันทีจึงไม่มีผล สัญญาเช่ายังไม่ระงับ และโจทก์ยังไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่

ข้อยกเว้น: ถ้าในสัญญาระบุไว้ชัดเจนว่าผิดนัดแล้วสัญญาเลิกทันทีหรือให้สิทธิบอกเลิกได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าว ศาลก็ยอมรับให้ใช้ข้อสัญญานั้นได้ เพราะไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

(ข) ผิดสัญญาข้ออื่น (เช่น ใช้ทรัพย์ผิดวัตถุประสงค์ ต่อเติมโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้เช่าช่วงโดยไม่ชอบ) ถ้าสัญญากำหนดให้บอกเลิกได้ทันทีเมื่อผิดข้อสัญญาข้อนั้นๆ ก็บอกเลิกได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ 15 วัน

(ค) สัญญาเช่าไม่มีกำหนดเวลา / ครบกำหนดแล้วเช่าต่อโดยปริยาย (มาตรา 570) ต้องบอกเลิกตามมาตรา 566 คือบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดค่าเช่า แต่ไม่เกิน 2 เดือน

ข้อหารอง (ที่มักฟ้องรวมมาด้วย)

·      เรียกค่าเช่าค้างชำระ จนถึงวันบอกเลิกสัญญา

·      เรียกค่าเสียหาย/ค่าขาดประโยชน์ นับแต่วันบอกเลิกสัญญาจนกว่าจำเลยจะขนย้ายออกไปจริง คิดจากอัตราค่าเช่าตามสัญญา หรือถ้าไม่มีสัญญาก็เทียบเคียงจากค่าเช่าทรัพย์สินลักษณะเดียวกันในบริเวณใกล้เคียง

·      ขอให้ขับไล่บริวาร เพื่อให้คำพิพากษาผูกพันไปถึงบุคคลที่อยู่ร่วมหรืออยู่แทนจำเลย ไม่ใช่แค่ตัวจำเลย

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

          มาตรา 560  ถ้าผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่า ผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้

          แต่ถ้าค่าเช่านั้นจะพึงส่งเป็นรายเดือน หรือส่งเป็นระยะเวลายาวกว่ารายเดือนขึ้นไป ผู้ให้เช่าต้องบอกกล่าวแก่ผู้เช่าก่อนว่าให้ชำระค่าเช่าภายในเวลาใด ซึ่งพึงกำหนดอย่าให้น้อยกว่าสิบห้าวัน

          มาตรา 564  อันสัญญาเช่านั้น ท่านว่าย่อมระงับไปเมื่อสิ้นกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ มิพักต้องบอกกล่าวก่อน

          มาตรา 566  ถ้ากำหนดเวลาเช่าไม่ปรากฏในความที่ตกลงกันหรือไม่พึงสันนิษฐานได้ไซร้ ท่านว่าคู่สัญญาฝ่ายใดจะบอกเลิกสัญญาเช่าในขณะเมื่อสุดระยะเวลาอันเป็นกำหนดชำระค่าเช่าก็ได้ทุกระยะ แต่ต้องบอกกล่าวแก่อีกฝ่ายหนึ่งให้รู้ตัวก่อนชั่วกำหนดเวลาชำระค่าเช่าระยะหนึ่งเป็นอย่างน้อย แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสองเดือน

          มาตรา 570  ในเมื่อสิ้นกำหนดเวลาเช่าซึ่งได้ตกลงกันไว้นั้นถ้าผู้เช่ายังคงครองทรัพย์สินอยู่ และผู้ให้เช่ารู้ความนั้นแล้วไม่ทักท้วงไซร้ ท่านให้ถือว่าคู่สัญญาเป็นอันได้ทำสัญญาใหม่ต่อไปไม่มีกำหนดเวลา

          มาตรา 1336  ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

 

หากท่านใดต้องการสอบถามเพิ่มเติม สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทางไลน์ @tanaijim ได้เลยครับ

อ่านต่อ
เลียน หรือ ปลอม เครื่องหมายการค้า

เลียน หรือ ปลอม เครื่องหมายการค้า

ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534

ได้ให้คำนิยามเครื่องหมายการค้าไว้ว่า เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับสินค้าเพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น ตัวอย่างเครื่องหมายการค้า เช่น GUCCI SAMSUNG DIOR

 

มาตรา 108 บุคคลใดปลอมเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการเครื่องหมายรับรองหรือเครื่องหมายร่วมของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสี่ปีหรือปรับไม่เกินสี่แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การปลอมเครื่องหมายการค้า ตามมาตรานี้ หมายถึง การสร้างเครื่องหมายการค้า "ขึ้นมาใหม่" ให้เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นทุกประการ หรือใกล้เคียงมากจนแยกไม่ออก ซึ่งการกระทำที่จะเป็นความผิดตามมาตรานี้ได้ ต้องมีองค์ประกอบความผิด คือ

 1. ปลอม

 2. เครื่องหมายการค้า ของผู้อื่น ซึ่งได้จดทะเบียนในราชอาณาจักร

 3. โดยเจตนา

มาตรา 109 บุคคลใดเลียนเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรองหรือเครื่องหมายร่วมของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรอง หรือเครื่องหมายร่วมของบุคคลอื่นนั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การเลียนเครื่องหมายการค้า ตามมาตรานี้ หมายถึง การสร้างเครื่องหมายขึ้นมาใหม่ โดยไม่ได้เหมือนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มีลักษณะคล้ายคลึงมากเพื่อจงใจให้คนเข้าใจผิด มีองค์ประกอบความผิด คือ

 1. เลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น

 2. เครื่องหมายการค้านั้นได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร

 3. มีเจตนาพิเศษ เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น

ต้องการสอบถามปัญหาข้อกฎหมายเพิ่มเติม สามารถแอดไลน์ @tanaijim ได้เลยครับ

อ่านต่อ
หนังสือบอกกล่าวทวงถาม (Notice) คืออะไร ??

หนังสือบอกกล่าวทวงถาม (Notice) คืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร ?

หลายๆ ท่านคงยังไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามหรือที่คนทั่วไปเรียกกันจนติดปากว่า “โนติส” มาก่อนในชีวิต หรืออาจจะมีบางท่านเคยได้รับหนังสือบอกกล่าวกันมาบ้างแล้ว แต่ไม่รู้ว่ามีความสำคัญอย่างไร มีกระบวนการทางกฎหมายใดแอบแฝงอยู่ในหนังสือดังกล่าวหรือไม่ ?

หนังสือบอกกล่าวทวงถาม คือ เอกสารที่เจ้าหนี้หรือบุคคลผู้ที่จะใช้สิทธิทางกฎหมายส่งไปถึงลูกหนี้ หรือคู่กรณีเพื่อแจ้งว่า

มีนิติสัมพันธ์ (สัญญา/หนี้) ระหว่างกันอย่างไร

อีกฝ่ายผิดนัด ผิดสัญญา หรือกระทำการใดที่เป็นปัญหาอย่างไร

ต้องการให้อีกฝ่ายทำอะไร ภายในเวลาเท่าใด

หากไม่ปฏิบัติตาม จะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

การส่งหนังสือบอกกล่าวจึงเปรียบเสมือนการให้โอกาสครั้งสุดท้าย ของลูกหนี้หรือคู่กรณี ก่อนที่เจ้าหนี้หรือผู้ใช้สิทธิทางกฎหมายจะนำคดีขึ้นสู่ศาล

หนังสือบอกกล่าวทวงถามต้องส่งให้อีกฝ่ายหนึ่งทุกครั้งก่อนฟ้องคดีหรือไม่ ?

ไม่จำเป็นเสมอไปครับ หลักการทั่วไปคือ การฟ้องคดีไม่จำเป็นต้องมีหนังสือบอกกล่าวก่อน เว้นแต่กรณีที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะว่าต้องบอกกล่าวก่อนจึงจะฟ้องได้ เช่น การฟ้องผู้ค้ำประกัน หรือกรณีหนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระไว้ตามวันแห่งปฏิทิน แต่ในทางปฏิบัติ ทนายความมักแนะนำให้ส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามก่อนฟ้องเสมอ เนื่องจากมีประโยชน์มากมาย เช่น 

- ทำให้เจรจาจบกันได้โดยทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่จำเป็นต้องขึ้นสู่ศาล

- แจ้งให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนมีหน้าที่อะไร เช่น ต้องชำระหนี้เท่าไหร่ มีเบี้ยปรับหรือไม่ และมีดอกเบี้ยยังไง

- แจ้งให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น

- เป็นมูลฐานความผิดโกงเจ้าหนี้ (ในกรณีลูกหนี้ได้ดำเนินการโอนย้ายถ่ายเททรัพย์สินเพื่อให้เจ้าหนี้ไม่ได้รับชำระหนี้)

 

หากท่านใดต้องการสอบถามเพิ่มเติม หรือต้องการให้ทนายจัดทำหนังสือบอกกล่าวทวงถาม สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line ID : @tanaijim ได้เลยครับ

อ่านต่อ
มีแค่สำเนาสัญญาเช่า สามารถฟ้องคดีได้หรือไม่

สัญญาเช่ามีแค่สำเนา ต้นฉบับสูญหายสามารถบอกเลิกสัญญาเช่า เรียกค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหายจากการผิดสัญญาเช่าและฟ้องขับไล่ได้หรือไม่ ??

          ในการฟ้องคดีขับไล่ผู้เช่าและเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระจากการผิดสัญญาเช่า ปัญหาที่ทนายความและคู่ความมักเจอคือ ต้นฉบับสัญญาเช่าสูญหายเหลือเพียงสำเนา คำถามที่ตามมาคือ ยังสามารถฟ้องคดีได้หรือไม่ และเมื่อนำสำเนามาสืบในชั้นพิจารณาศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้มากน้อยเพียงใด

          หลักทั่วไป การอ้างเอกสารเป็นพยานหลักฐานให้ยอมรับฟังได้เฉพาะต้นฉบับเอกสารเท่านั้นแต่ก็มีข้อยกเว้น อยู่ในมาตรา 92, 125 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่จะสามารถนำสำเนามาสืบแทนต้นฉบับได้

          การไม่มีต้นฉบับเอกสารไม่ใช่เหตุที่ทำให้ฟ้องคดีไม่ได้ เพราะการฟ้องคดีเป็นเรื่องของการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงและสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย ส่วนเรื่องเอกสารหลักฐานเป็นเรื่องของการนำสืบในชั้นพิจารณา ดังนั้นแม้ต้นฉบับสัญญาเช่าสูญหาย โจทก์ก็ยังฟ้องคดีขับไล่และเรียกค่าเช่าที่ค้างได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องเตรียมการเรื่องการนำสืบด้วยสำเนาให้รัดกุม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติว่า

          มาตรา 1336  ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติว่า

          มาตรา 93  การอ้างเอกสารเป็นพยานหลักฐานให้ยอมรับฟังได้เฉพาะต้นฉบับเอกสารเท่านั้น เว้นแต่

          (1) เมื่อคู่ความที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตกลงกันว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้วให้ศาลยอมรับฟังสำเนาเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐาน

          (2) ถ้าต้นฉบับเอกสารนำมาไม่ได้ เพราะถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือสูญหาย หรือไม่สามารถนำมาได้โดยประการอื่น อันมิใช่เกิดจากพฤติการณ์ที่ผู้อ้างต้องรับผิดชอบ หรือเมื่อศาลเห็นว่าเป็นกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะต้องสืบสำเนาเอกสารหรือพยานบุคคลแทนต้นฉบับเอกสารที่นำมาไม่ได้นั้น ศาลจะอนุญาตให้นำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้

          (3) ต้นฉบับเอกสารที่อยู่ในความอารักขาหรือในความควบคุมของทางราชการนั้นจะนำมาแสดงได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากทางราชการที่เกี่ยวข้องเสียก่อน อนึ่ง สำเนาเอกสารซึ่งผู้มีอำนาจหน้าที่ได้รับรองว่าถูกต้องแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันเพียงพอในการที่จะนำมาแสดง เว้นแต่ศาลจะได้กำหนดเป็นอย่างอื่น

          (4) เมื่อคู่ความฝ่ายที่ถูกคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเอกสารมาเป็นพยานหลักฐานยันตนมิได้คัดค้านการนำเอกสารนั้นมาสืบตามมาตรา 125 ให้ศาลรับฟังสำเนาเอกสารเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ทั้งนี้ไม่ตัดอำนาจศาลตามมาตรา 125 วรรคสาม

          มาตรา 125  คู่ความฝ่ายที่ถูกอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเอกสารมาเป็นพยานหลักฐานยันตนอาจคัดค้านการนำเอกสารนั้นมาสืบโดยเหตุที่ว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ โดยคัดค้านต่อศาลก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จ

          ถ้าคู่ความซึ่งประสงค์จะคัดค้านมีเหตุผลอันสมควรที่ไม่อาจทราบได้ก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จว่าต้นฉบับเอกสารนั้นไม่มี หรือเอกสารนั้นปลอม หรือสำเนาไม่ถูกต้อง คู่ความนั้นอาจยื่นคำร้องขออนุญาตคัดค้านการอ้างเอกสารมาสืบดังกล่าวข้างต้นต่อศาล ไม่ว่าเวลาใดก่อนศาลพิพากษา ถ้าศาลเห็นว่าคู่ความนั้นไม่อาจยกข้อคัดค้านได้ก่อนนั้น และคำขอนั้นมีเหตุผลฟังได้ ก็ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอ

          ถ้าคู่ความซึ่งประสงค์จะคัดค้านไม่คัดค้านการอ้างเอกสารเสียก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จ หรือศาลไม่อนุญาตให้คัดค้านภายหลังนั้น ห้ามมิให้คู่ความนั้นคัดค้านการมีอยู่ และความแท้จริงของเอกสารนั้น หรือความถูกต้องแห่งสำเนาเอกสารนั้น แต่ทั้งนี้ ไม่ตัดอำนาจของศาลในอันที่จะไต่สวนและชี้ขาดในเรื่องการมีอยู่ ความแท้จริง หรือความถูกต้องเช่นว่านั้น ในเมื่อศาลเห็นสมควร และไม่ตัดสิทธิของคู่ความนั้นที่จะอ้างว่าสัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด

คำพิพากษาฎีกาที่ 847/2568  ศาลรับฟังสำเนาได้เมื่อจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

คำพิพากษาฎีกาที่ 5375/2561  ไม่คัดค้านตามมาตรา 125 ป.วิ.พ. ถือว่ายอมรับสำเนา

คำพิพากษาฎีกาที่ 5037/2565  ป.รัษฎากร มาตรา 118 ไม่ได้ระบุให้ปิดอากรแสตมป์ที่สำเนาเอกสาร

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม แอดไลน์ @tanaijim ได้เลยครับ

อ่านต่อ
ทนายความรับรองเอกสาร

ให้บริการทนายรับรองเอกสาร

ทนายความที่สามารถรับรองเอกสารและลายมือชื่อ ต้องเป็นทนายความที่ผ่านการอบรมหลักสูตร "ทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร" และขึ้นทะเบียนจากสภาทนายความ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Notarial Services Attorney เท่านั้น 

หน้าที่ของทนายความรับรองเอกสารและลายมือชื่อ มีขอบเขตงานดังนี้:

  • รับรองลายมือชื่อ (Signature Verification): ยืนยันว่าบุคคลนั้นได้มาลงลายมือชื่อต่อหน้าทนายความจริง โดยมีการตรวจสอบบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตประกอบ

  • รับรองสำเนาเอกสาร (Certified True Copy): รับรองว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องตรงกับต้นฉบับจริง

  • รับรองความแท้จริงของเอกสาร (Certified True Copy): เช่น รับรองการทำหนังสือมอบอำนาจ (รับรองว่ามีการมอบอำนาจกันจริง หรือทำขึ้นจริง หรือเป็นบุคคลที่มอบอำนาจจริง)

  • รับรองคำแปล (Translation Certification): รับรองว่าข้อความที่แปลจากภาษาหนึ่งไปอีกภาษาหนึ่งมีความถูกต้องตามเนื้อหาเดิม

ทำไมต้องใช้ทนายความรับรอง?

ส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้เมื่อคุณต้องส่งเอกสารไปทำธุรกรรมใน ต่างประเทศ เช่น:

  1. การขอวีซ่าหรือเรียนต่อต่างประเทศ

  2. การเปิดบัญชีธนาคารในต่างแดน

  3. รับรองความมีอยู่จริงของบริษัท
  4. การมอบอำนาจ (Power of Attorney) ให้ผู้อื่นไปดำเนินการแทนในต่างประเทศ

ข้อควรระวัง !!!  ไม่ใช่ทนายความทุกคนที่มีอำนาจในการรับรองเอกสาร และลายมือชื่อ แนะนำให้ตรวจสอบหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร ก่อนให้รับรองเอกสารทุกครั้ง

สามารถสอบถามรายละเอียดหรือค่าบริการเพิ่มเติมได้ที่ ไลน์ @tanaijim ครับ

อ่านต่อ
พินัยกรรมมีกี่แบบ??

⚖️ แบบของพินัยกรรม ⚖️

"พินัยกรรม"ต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ (มาตรา 1655 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)

มี 5 แบบ ดังนี้

1. พินัยกรรมแบบธรรมดา (มาตรา 1656)

เป็นแบบพินัยกรรมที่คนส่วนใหญ่เลือกทำ เนื่องจากสามารถจัดพิมพ์ได้ จึงสะดวกในการจัดทำ

• วิธีทำ: จะเขียนหรือพิมพ์ก็ได้

• เงื่อนไขสำคัญ: ต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คน ลงลายมือชื่อพร้อมกันเพื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรม

• ข้อควรระวัง: พยานที่เซ็นรับรองต้องไม่เป็นผู้รับมรดก หรือคู่สมรสของผู้รับมรดกตามพินัยกรรมนั้น

พินัยกรรมแบบนี้สามารถว่าจ้างทนายร่างให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ทำพินัยกรรมก่อน แล้วจึงนำไปลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรม และพยานได้เอง หรือลูกความท่านใดประสงค์จะทำพินัยกรรมต่อหน้าทนายและเป็นพยานลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมด้วยก็ได้

2. พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ (มาตรา 1657)

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและประหยัดค่าใช้จ่าย

• วิธีทำ: ต้องเขียนด้วย "ลายมือตนเอง" ทั้งฉบับ

• เงื่อนไขสำคัญ: ต้องลงวัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรม และลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมด้วย

• ข้อดี: ไม่ต้องมีพยาน ก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

• ข้อควรระวัง: หากแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความ ผู้ทำพินัยกรรมต้องทำด้วยตัวเองและลงลายมือชื่อกำกับไว้

3. พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง (มาตรา 1658)

เป็นแบบที่มีความน่าเชื่อถือสูงที่สุดและคัดค้านได้ยากที่สุด เพราะต้องกระทำต่อหน้าเจ้าหน้าที่รัฐ

• วิธีทำ: ต้องไปแจ้งความประสงค์ที่ ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขต พร้อมนำพยานไปด้วย

• เงื่อนไขสำคัญ: เจ้าหน้าที่ (ผู้อำนวยการเขต/นายอำเภอ) จะเป็นผู้บันทึกข้อความให้ตามคำกล่าวของผู้ทำพินัยกรรม ต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คน

• ข้อดี: เอกสารจะถูกเก็บรักษาไว้ที่เขต/อำเภอ ป้องกันการสูญหายหรือถูกทำลาย

• ข้อควรระวัง: หากแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความ ผู้ทำพินัยกรรม พยาน และเจ้าหน้าที่ต้องลงลายมือชื่อกำกับไว้

4. พินัยกรรมแบบเอกสารลับ (มาตรา 1660)

สำหรับผู้ที่ต้องการปิดเนื้อหาเป็นความลับไปจนกว่าจะเสียชีวิต

• วิธีทำ: ผู้ทำพินัยกรรมเขียนหรือพิมพ์เองแล้วใส่ซองปิดผนึก แล้วลงลายมือชื่อคาบรอยผนึก

• เงื่อนไขสำคัญ: นำซองที่ปิดผนึกไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ณ ที่ว่าการอำเภอ/สำนักงานเขต พร้อมพยาน 2 คน เพื่อให้เจ้าหน้าที่บันทึกถ้อยคำและประทับตราที่หน้าซอง

• ข้อควรระวัง: หากแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความ ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อกำกับไว้ แต่หากปิดผนึกแล้ว ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ต้องทำพินัยกรรมฉบับใหม่แทนฉบับเดิม

5. พินัยกรรมแบบทำด้วยวาจา (มาตรา 1663)

ใช้ได้เฉพาะใน พฤติการณ์พิเศษ หรือสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น

• เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย, อยู่ในภาวะสงคราม หรือเกิดโรคระบาดร้ายแรง จนไม่สามารถทำแบบอื่นได้

• เงื่อนไขสำคัญ: ต้องบอกเจตนาต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คนพร้อมกัน และพยานต้องรีบไปแจ้งต่อนายอำเภอ/ผู้อำนวยการเขตโดยเร็ว

อ่านต่อ
เจ้ามรดกมีทายาทเพียงคนเดียว แต่ทายาทเป็นคนไร้ความสามารถ จะจัดการมรดกอย่างไร ?

กรณีที่เจ้ามรดก หรือผู้ตาย มีทายาทเพียงคนเดียว แต่ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกนั้นเป็นคนไร้ความสามารถ กรณีเช่นนี้ใครจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ?

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 กำหนดไว้ว่า ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการ จะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้ ในกรณีดั่งต่อไปนี้

(1) เมื่อเจ้ามรดกตาย ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรม ได้สูญหายไป หรืออยู่นอกราชอาณาเขต หรือเป็นผู้เยาว์

(2) เมื่อผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการ หรือในการแบ่งปันมรดก

(3) เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ไม่มีผลบังคับได้ด้วยประการใดๆ

ซึ่งทายาทนัั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ได้กำหนดไว้ดังนี้

มาตรา 1629  ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๑๖๓๐ วรรค ๒ แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ
(1) ผู้สืบสันดาน
(2) บิดามารดา
(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
(5) ปู่ ย่า ตา ยาย
(6) ลุง ป้า น้า อา

 

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635

หากผู้ตายมีทายาทเหลือเพียงคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นทายาทลำดับใดก็ตาม และทายาทคนนั้นเป็นคนไร้ความสามารถตามคำสั่งศาล

ผู้อนุบาลของทายาท ซึ่งเป็นคนไร้ความสามารถคนนั้น เป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้ ในฐานะที่เป็นผู้อนุบาลของทายาท ซึ่งเป็นคนไร้ความสามารถ มิใช่ยื่นคำร้องในนามของตนเอง

ทนายขอยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนขึ้น ดังนี้

นาย ก. เป็นเจ้ามรดก มีทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดกเพียงคนเดียว คือ นาย ข. ซึ่งนาย ข. เป็นบุตรของนาย ก. เพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่
แต่นาย ข. มีอาการป่วย ไม่มีสติสัมปะชัญญะในการทำนิติกรรมหรือใช้ชีวิตประจำวัน นาง ค. ภริยาจดทะเบียนสมรสของ นาย ข. จึงยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ นาย ข. เป็นคนไร้ความสามารถและอยู่ในความอนุบาลของ นาง ค. 
นาง ค. จึงยื่นคำร้องต่อศาลในฐานะที่ นาง ค. เป็นผู้อนุบาล นาย ข. ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ นาง ค. ในฐานะผู้อนุบาลของ นาย ข. ทายาท เป็นผู้จัดการมรดกของนาย ก. 

และทนายขอยกตัวอย่างตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1403/2538

นาย พ. คนไร้ความสามารถ โดย นาง ว. ผู้อนุบาล    เป็นผู้ร้อง

การที่ศาลมีคำสั่งตั้ง ย. และผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลของ พ.คนไร้ความสามารถนั้นเมื่อต่อมา ย. ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายย่อมเป็นเหตุทำให้การเป็นผู้อนุบาลสิ้นสุดลง ย.ไม่เป็นผู้อนุบาลอีกต่อไปผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอในฐานะผู้อนุบาลของ พ. ได้โดยลำพังคนเดียว ผู้จัดการมรดกถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายย่อมขาดคุณสมบัติการเป็นผู้จัดการมรดกทำให้กองมรดกของผู้ตายไม่มีผู้จัดการ เมื่อการจัดการแบ่งมรดกยังมีข้อขัดข้อง ผู้ร้องในฐานะผู้อนุบาลของพ. คนไร้ความสามารถซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายจึงมีสิทธิขอให้ตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้

(อ้างอิงจาก https://deka.supremecourt.or.th/printing/deka)

ดังนั้น  กรณีที่เจ้ามรดกหรือผู้ตาย มีทายาทเพียงคนเดียว แต่ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกนั้นเป็นคนไร้ความสามารถ กรณีเช่นนี้ ผู้อนุบาลของทายาทซึ่งเป็นคนไร้ความสามารถ มีสิทธิยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้

 

สอบถามเพิ่มเติมได้โดย แอดไลน์ @tanaijim ได้เลยครับ หรือสแกนคิวอาร์โค้ดไลน์ทนายในเว็บไซต์หรือรูปภาพได้เลยครับ